March 24

ใช้รถยนต์นำเข้า แต่ค่าบำรุงรักษาประหยัดกว่า หลายเท่า เรื่องจริงที่ต้องดู

ใช้รถยนต์นำเข้า แต่ค่าบำรุงรักษาประหยัดกว่า หลายเท่า เรื่องจริงที่ต้องดู

Steve Sasman บล็อกเกอร์หนุ่ม จากสหรัฐอเมริกา พา Review พร้อมบอกเล่าเรื่องราว หลังจากใช้ Testla มานานถึง 7 ปี ขับไปแล้ว 200,000 ไมล์ (321,000 กม.) เล่าให้ฟังหมดเปลือกถึงความคุ้มค่า จะมากขนาดไหนมาดูกัน

Steve Sasman ผู้ใช้ Tesla Model S ตั้งแต่ปี 2012 จนถึงปัจจุบันเขาได้อัดคลิปลง Youtube ถึงการรีวิว สภาพหลังพา Tesla คันโปรด ลุยมาเกือบทั่วแผ่นดิน USA ถึง 48 รัฐ (จากทั้งหมด 50 รัฐ ทั่วอเมริกา)

Steve ได้ลิส ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตลอด 7 ปีออกมาว่า เสียไปกับอะไรบ้าง ซึ่งข้อมูลดังกล่าว ทำให้บรรดาคนส่วนใหญ่ตกใจไปตาม ๆ กัน เพราะไม่คิดไม่ฝันว่า ค่าบำรุงรักษามันจะถูกเสียจน แทบไม่ต้องจ่ายอะไรเลย

โดยรายการต่าง ๆ มีดังต่อไปนี้

  • ค่าซ่อมบำรุงในช่วง 100,000 ไมล์แรก (ประมาณ 160,000 กิโลเมตร) อยู่ที่ 1,050 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 33,000 บาท)
  •  เปลี่ยนหน้าจอกลาง เดือน มิถุนายน 2018 ราคา 2,215 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 70,000 บาท)
  • เปลี่ยนช่องชาร์จไฟ เดือน มกราคม 2019 ราคา 790 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 25,000 บาท)
  • เปลี่ยนมือจับประตู เดือน มีนาคม 2019 ราคา 515 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 16,000 บาท)
  • ค่าใช้จ่ายอื่นๆ นับแต่ปี 2016-2019 อีก 845 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 26,000 บาท)

รวมค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่บล็อกเกอร์หนุ่มรายนี้จ่ายไปทั้งหมด รวมเป็นเงินราวๆ 5,415 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 170,000 บาท) ด้วยกัน

ซึ่งถ้าหากเทียบกับราคารถหรูทั่วไป ที่ราคา 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ คงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเสียค่าบำรุงรักษาตลอด 7 ปีแค่เพียงเท่านี้

ซึ่งหลาย ๆ คนคงตั้งคำถามว่า แล้วไม่เสียค่าเข้าศูนย์บริการ อะไรบ้างเลยเหรอ ?

โดยจากข้อมูลจากทาง Tesla เองระบุว่า “รถยนต์ของเรานั้น ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องเอามาเข้าตรวจระยะประจำปีเหมือนรถยนต์ทั่ว ๆ ไป เนื่องจากทั้งคันเป็นระบบไฟฟ้า จึงไม่มีของเหลวเช่นน้ำมันเครื่อง ให้คอยต้องเปลี่ยนถ่าย”

หรือถ้าจะมีอุปกรณ์บางอย่างแสดงการทำงานที่ไม่ปกติ ก็จะมีการแจ้งเตือน เพื่อนำเข้ามาปรับ บำรุงรักษา และอัพเดทซอร์ฟแวร์ ต่าง ๆ เท่านั้นเอง

ทั้งนี้ทาง Tesla ยังได้กำหนดไว้ถึงการดูแลรักษาไว้ดังต่อไปนี้

  • ไส้กรองอากาศแอร์ แนะนำให้เปลี่ยนทุก 2 ปี
  •  แผ่นกรองฝุ่น HEPA แนะนำให้เปลี่ยนทุก 3 ปี
  • สลับยางทุกๆ 16,000-32,000 กิโลเมตร
  • น้ำมันเบรค แนะนำให้เปลี่ยนทุก 2 ปี
  • ตรวจเช็คระบบแอร์ทุก 2 ปีสำหรับ Model S, ทุก 4 ปีสำหรับ Model X และทุก 6 ปีสำหรับ Model 3

ส่วนในช่วงฤดูหนาวที่มีหิมะตกในประเทศแถวหนาวนั้น ทาง Tesla แนะนำให้ตรวจเช็คคาลิปเปอร์เบรคทุกๆ 1 ปีหรือ 20,000 กิโลเมตร

และในส่วนของแบตเตอรี่ ที่เป็นหัวใจหลักของ Tesla ก็มีการรับประกันที่ยาวนาน แต่ละรุ่นไม่เท่ากันเช่น

  • Model S and Model X รับประกัน 8 ปี ส่วนรถที่ผลิตก่อนปี 2015 จะรับประกัน 8 ปีหรือ 125,000 ไมล์ แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน
  • Model 3 รับประกัน 8 ปีหรือ 100,000 ไมล์ แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน โดยตลอดระยะเวลารับประกัน ต้องมีปริมาณแบตไม่ต่ำกว่า 70%
  • Model 3 with Long-Range Battery เงื่อนไขเดียวกับ Model 3 แต่เพิ่มระยะทางในการรับประกันเป็น 120,000 ไมล์

ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้การบำรุงรักษานั้นมีราคาที่ถูกและคุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับราคารถยนต์ แต่ความคุ้มค่ายังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้

Steve เองได้บอกออกมาว่า ตลอด 7 ปี เขานั้นได้ประหยัดค่าน้ำมันไปได้ถึง 600,000 บาท เมื่อเทียบกับค่าน้ำมันปกติเลยทีเดียว

โดย Steve ได้เล่าว่า โดยปกติแล้วถ้ามีที่ให้ Charge นั้นเขาจะเสียค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 110,000 บาท (ตกปีละ 15,9xx บาท ต่อปี)

หรือถ้าต้องไปจ่ายค่าชาร์จที่อื่น ก็เสียไม่เกิน 220,000 บาท เท่านั้นเอง (ตกปีละ 31,800 บาทต่อปี) ซึ่งเมื่อเทียบกับค่าน้ำมันทั่วไปที่ต้องใช้กับการขับขี่ที่ 200,000 ไมล์ จะตกอยู่ที่ประมาณ 760,000 บาท

เห็นแบบนี้แล้ว ไม่ว่าจะด้วยเทคโนโลยีของรถ สมรรถนะ หรือแม้แต่ค่าบำรุงรักษา ทุกอย่างล้วนทำให้ Tesla เป็นที่ต้องการของหลาย ๆ ครอบครัวนั่นเอง

สำหรับคนไทยก็ไม่ต้องน้อยใจไป เพราะเดี๋ยวนี้บางแห่งมีการนำ Tesla เข้ามาจำหน่ายแล้ว โดยราคาเริ่มต้นที่ ประมาณ 3 ล้านบาทเท่านั้น เรียกได้ว่าราคาเท่ากันกับที่ สหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว ใครสนใจก็ลองมองหาจาก Dealer รถยนต์นำเข้าในพื้นที่ใกล้เคียงดูนะครับ


Tags

evcar, import car, maintenance cost, tesla, ค่าบำรุงรักษา


Related Posts

>